สำนวนโวหาร
คำพูดของมุนษย์เรา ไม่ว่า รัก พิมมากเลยนะครับ กัญญารัตน์ ศรีจันทร์จากมาร์ค ก็มักจะมีสำนวนโวหารเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง ซึ่งบางทีก็พูดเป็นชั้นเชิงให้ผู้ฟังต้องคิดเสียก่อนจึงจะเข้าใจ หรือบางทีคิดเท่าใด ๆ ก็ไม่อาจเข้าใจก็ได้ หรืออาจจะเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่งก็มี คำพูดที่เป็นชั้นเชิงอย่างนั้น เราเรียกว่า “สำนวน” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า idiom เราอาจเคยได้ยินคำพูดเช่นว่า “อย่ามาตีสำนวนนะ”ท่านขุนวิจิตรมาตรา หรือ “กาญจนาคพันธุ์” ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “สำนวนไทย” ว่า สำนวนนั้นเกิดจากมูลเหตุต่าง ๆ ดังนี้
-
ที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น “ตื่นแต่ไก่โห่” คือ ธรรมชาติของไก่ย่อมขันในเวลาเช้ามืดเสมอ ตื่นแต่ไก่โห่ก็คือตื่นแต่ไก่ขัน หมายถึง ตื่นแต่เช้ามืด
-
ที่เกิดจากการกระทำ เช่น “ไกลปืนเที่ยง” คือ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ในรัชกาลที่ ๕ เริ่มยิงปืนใหญ่ในเวลา ๑๒:๐๐ นาฬิกา ในพระนคร เพื่อให้รู้ว่าเป็นเวลาเที่ยงวัน คนในพระนครได้ยิน แต่คนอยู่ไกลออกไปไม่ได้ยิน จึงเกิดเป็นสำนวนพูด หมายไปถึงข่าวคราวต่าง ๆ ที่เกิดในพระนครคนอยู่ไกลไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่รู้ เลยว่า “อยู่ไกลปืนเที่ยง” และหมายเลยไปถึงว่า “เป็นคนบ้านนอกคอกนา” ด้วย พจนานุกรม ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ว. ไม่รู้
-
อะไรเพราะอยู่ห่างไกลความเจริญ.”
-
ที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม เช่น สำนวนว่า “ก้นหม้อยังไม่ทันดำ” คือ การหุงข้าวกว่าก้นหม้อจะติดเขม่าดำก็กินเวลานาน โบราณผัวเมียอยู่ด้วยกันก็ต้องมีครัว มีเครื่องครัวใหม่ เช่น หม้อสำหรับหุงข้าวกิน บางคู่หุงข้าวกินก้นหม้อไม่ทันมีเขม่าจับดำก็เลิกกัน จึงเกิดเป็นสำนวนพูด หมายถึงว่า เลิกกันง่าย คือ อยู่กินด้วยกันไม่ทันก้นหม้อดำก็เลิกกันแล้ว
-
ที่เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น สำนวนว่า “ตกกระไดพลอยโจน” หมายความว่า คนหนึ่งตกกระได คนที่อยู่ในที่นั้นด้วยก็มักจะโจนไปช่วยอะไรที่ไม่ใช่เรื่องของตน แต่ตนจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนด้วย จึงเรียกว่า “ตกกระไดพลอยโจน” สำนวนนี้ พจนานุกรม ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายไว้ว่า “จำเป็นที่จะต้องยอมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีทางเลือก”
-
ที่เกิดจากระเบียบแบบแผนประเพณี เช่น สำนวนว่า “ฝังรกฝังราก” มาจากพิธีทำขวัญทารกที่เกิดได้ ๓ วัน โดยเขาจะเอารกกับมะพร้าวแทงหน่อไปฝังดิน พจนานุกรม ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ก. ตั้งถิ่นฐานประจำ, ฝังรกราก ก็ว่า.”
-
ที่เกิดจากลัทธิศาสนา เช่น สำนวนว่า “ขนทรายเข้าวัด” มาจากงานทำบุญก่อพระทรายที่วัด พจนานุกรม ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ก. ทำบุญกุศลโดยวิธีนำหรือขนทรายไปก่อพระเจดีย์ทรายที่วัด, หาประโยชน์ให้ส่วนรวม.”
-
ที่เกิดจากความประพฤติ เช่น สำนวนว่า “กินข้าวร้อนนอนตื่นสาย” หมายถึง มีชีวิตอยู่อย่างสบาย
-
สำนวนนี้ พจนานุกรม มิได้เก็บไว้
-
ที่เกิดจากการเล่น เช่น สำนวนว่า “สู้จนเย็บตา” มาจากการชนไก่ พจนานุกรม ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ เก็บไว้ เป็น “สู้ยิบตา, สู้เย็บตา” และให้ความหมายไว้ว่า “ก. สู้จนถึงที่สุด, สู้ไม่ถอย.”
-
ที่เกิดจากนิยายนิทาน เช่น สำนวนว่า “มาก่อนไก่” ก็เกิดจากนิทานเรื่องศรีธนนไชย เป็นต้น
โวหาร
ส่วนคำว่า “โวหาร” พจนานุกรม ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้บทนิยามไว้ดังนี้ “น. ชั้นเชิงหรือสำนวนแต่งหนังสือหรือพูดถ้อยคำที่เล่นเป็นสำบัดสำนวน.” เช่นอย่ามาตีโวหาร เขาชอบเล่นโวหาร
การใช้โวหาร คือ การแสดงข้อความในทำนองต่าง ๆ เพื่อให้ข้อความนั้นได้เนื้อความ หรือได้ใจความดี มีความหมายชัดเจน เหมาะสม น่าอ่าน
โวหาร มี ๕ ลักษณะ คือ
-
บรรยายโวหาร หมายถึง โวหารที่ใช้ในการอธิบาย เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ อย่างละเอียด แจ่มแจ้ง การเรียบเรียง และการใช้ถ้อยคำ จึงมักเลือกใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมาย ตรงไปตรงมา กะทัดรัด ชัดเจน
-
พรรณนาโวหาร คือ โวหารที่กล่าวถึงความงามของธรรมชาติ สถานที่ หรือ ความรู้สึกนึกคิดอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความซาบซึ้ง และเกิดอารมณ์ความรู้สึก คล้อยตาม โดยใช้ถ้อยคำที่มีความไพเราะ และความหมายที่ลึกซึ้ง น่าสนใจ ให้ผู้อ่าน ประทับใจ
-
เทศนาโวหาร เป็นโวหารที่แสดงการสั่งสอน หรือชักจูงให้ผู้อ่านเห็นคล้อยตาม ชี้แนะคุณและโทษสิ่งที่ควรปฏิบัติ หรือแสดงทัศนะในข้อสังเกต ในการเขียนผู้เขียนต้องใช้ เหตุผลมาประกอบให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อมั่น เกิดความรู้สึกด้วยตนเอง
-
อุปมาโวหาร คือ การใช้โวหารเปรียบเทียบ ประกอบข้อความ เพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้เข้าใจเรื่องราวได้แจ่มแจ้ง
-
การใช้อุปมาโวหารนี้มีลักษณะการใช้หลายลักษณะ
-
ก. เปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกันสองสิ่ง มักมีคำว่า เหมือน ดุจ คล้าย เปรียบอย่าง ดัง ฯลฯ เป็นตัวเชื่อมคำอุปมาอุปไมยให้สอดคล้องกัน (อุปไมย แปลว่า ที่กล่าวก่อน อุปมา แปลว่า ที่กล่าวเปรียบ) เช่น
ดีใจเหมือนได้แก้ว, เล่าปี่ดีใจเหมือนปลาได้น้ำ
-
-
ข. เปรียบเทียบโดยการโยงความคิดจากสิ่งหนึ่งไปยังสิ่งหนึ่ง เป็นการเปรียบโดยนัย ต้องอาศัยการตีความประกอบ
ครูเหมือนเรือจ้าง, ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังไทยทั้งชาติ
-
-
ค. เปรียบเทียบโดยการซ้ำคำ
จะมารักเหากว่าผม จะมารักลมกว่าน้ำ จะมารักถ้ำกว่าเรือน
จะมารักเดือนยิ่งกว่าตะวัน จะมารักตัวออกเฒ่ายิ่งกว่าตัวเองเล่า
-
-
ง. เปรียบเทียบโดยการยกตัวอย่างประกอบ เช่น
พระราชา ๑ หญิง ๑ ไม้เลื้อย ๑ ย่อมรักผู้คนและสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ
-
-
จ. เปรียบความขัดแย้งหรือเปรียบสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม คือ การนำสิ่งที่ตรงกันข้าม มาเปรียบกัน เช่น
เปรียบน้ำกับไฟ ดินกับไฟ อิเหนากับจรกา รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ
-
ฉ. เปรียบเทียบโดยใช้ชื่อเทียบเคียง เช่น
ปากกามีอำนาจกว่าคมดาบ, จากเปลไปถึงหลุมฝังศพ
-
5. สาธกโวหาร คือ โวหารที่ยกตัวอย่างมาประกอบข้อความ เรื่องราวให้เข้าใจ แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น อาจเป็นการกล่าวอ้างถึงเรื่องจริง นิทานที่เป็นที่รู้จักกันดีมาประกอบก็ได้ เช่น เมื่อจะกล่าวถึงการตามใจลูก จนเสียคน ก็จะนำนิทานเรื่องสอนลูกให้เป็นโจรมาประกอบ
สำนวนโวหาร
สำนวนโวหาร ในภาษาไทย เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของไทย สำนวนโวหารเหล่านี้มีนัยที่สั่งสอนอยู่อย่างละเมียด ผู้เป็นเจ้าของภาษาหรือผู้ใช้ภาษามาอย่างถ่องแท้แล้วจึงจะเข้าใจความหมายของสำนวนโวหารเหล่านี้ได้ สำนวนโวหารเหล่านี้มักมีนัยเชิงสั่งสอนหรือเปรียบเปรยพฤติกรรมต่างๆ ให้เกิดแง่คิด ทั้งนี้จะขอกล่าวถึงสำนวนบางสำนวนที่เปรียบเปรยถึงลักษณะของการพูดต่างๆ ดังนี้
ฆ้องปากแตก
-
มีความหมายเปรียบเปรยผู้ที่ใช้ปากในทางที่ผิด กล่าวคือ ผู้ที่มักนำเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตนไปโพนทะนา หรือนำความลับของคนอื่น เรื่องไม่ดีของคนอื่นไปพูดให้ผู้อื่นฟัง ทั้งนี้มีที่มาจากลักษณะของฆ้อง เครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นฆ้องดี สมบูรณ์แล้ว ย่อมให้เสียงที่กังวานทุ้มน่าฟัง แต่ขณะเดียวกันถ้าเป็นฆ้องปากแตกแล้ว เสียงย่อมฟังดูแปร่งประหลาดหู จึงนำลักษณะนี้ไปเปรียบเปรยผู้ที่มีพฤติกรรมการพูดไม่เหมาะสมดังกล่าว ว่าจริงแล้วไม่ใช่เรื่องที่ชวนฟังเท่าไรนัก เพราะมีแต่จะทำให้ระคายหูเท่านั้นเอง
ตัวอย่างวรรณกรรมการใช้สำนวนโวหาร
“สามก๊ก” วรรณกรรมยิ่งใหญ่ของจีนที่ได้รับการยอมรับให้เป็นวรรณกรรมอมตะของโลก
ตัวอย่างการใช้ถ้อยคำสำนวนโวหารจากเนื้อเรื่องที่อ่านที่แสดงให้เห็นว่า สามก๊ก มีโวหารดีเยี่ยมตามที่วรรณคดีสโมสรยกย่อง จากคำสนทนาระหว่างจูล่งและนางบิฮูหยินที่จูล่งอ้อนวอนนางบิฮูหยินให้ขึ้นม้าและการปฏิเสธของนางบิฮูหยิน ต่างให้เหตุผลโต้ตอบกันด้วยโวหารต่างๆ ทั้งเปรียบเทียบและตัดพ้อ เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับคำพูดของตน จึงถือว่าเป็นสำนวนที่มีความงามทั้งในด้านภาษาและความหมายเปรียบเทียบ
|